วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

สิวเสี้ยน

         บทความเรื่องของสิวเสี้ยนนี้ เกิดขึ้นจากตัวเราเอง เป็นสิวเสี้ยนบริเวณจมูก คาง และบริเวณหน้า ค่อนข้างมาก คิดว่าคนที่เป็นสิวเสี้ยนก็คงจะหนักใจกับเรื่องสิวๆแบบนี้เหมือนกัน แต่วันนี้จะมาอธิบายว่าสิวเสี้ยนเกิดมาได้อย่างไรคะ

 




สิวเสี้ยนเกิดได้อย่างไร
            กลไกการเกิดของสิวเสี้ยว  ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุชัด  แต่เชื่อว่าเกิดจากการสร้างเซลล์ขนมากผิดปกติ  โดยมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก  ดังนั้นผู้ที่มีผิวมันหรือบางบริเวณของผิวหนังที่มันมักจะเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย  การเกิดสิวเสี้ยน มักจะเริ่มจากมีการอุดตันเกิดขึ้นที่ท่อของต่อมไขมัน  หรือต่อมไขมันมีขนาดใหญ่  มีการผลิตไขมันออกมาสู่ผิวจำนวนมาก  จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน  คล้ายคลึงกับสิวที่เกิดกับสิวที่เกิดตามธรรมชาติ  และไขมันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะรวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคลจากผนังท่อ กลายเป็นก้อนที่เรียนกว่า คอมีโดน  ลักษณะสำคัญของสิวเสี้ยน  ที่ต่างจากสิวธรรมดา คือ  นอกจากจะมีการอุดตันของไขมัน หรือคอมีโดน เป็นก้อนขาวๆแล้ว  ยังมีขนที่คุดคู้อยู่ข้างในด้วย  คือในรูขุมขนแทนที่จะมีขนเพียง 1 เส้น  แต่กลับมีขนอ่อนเส้นเล็กๆหลายเส้นอัดกันแน่น  รวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคล  และถูกห่อหุ้มด้วยผนังท่อต่อมไขมัน  เกิดการอุดตัน  และทำให้การหลุดร่วงของเส้นขนเล็กๆนั้นไม่เป็นไปตามปกติ คือหลุดออกได้ยากกว่าปกติ  ถ้าลองบีบดูจะเห็นเป็นเส้นสีขาวเหมือนตัวหนอน  และหากส่องด้วยแว่นขยาย  จะเห็นขนอ่อนจำนวนมาก ประมาณ 6-50 เส้น  ทำให้นอกจากมีลักษณะเป็นจุดดำๆแล้ว ยังมีหนามแหลมๆยื่นออกมา  มองเห็นได้ชัดเจน  โดยเฉพาะเวลาใช้มือคลำจะรู้สึกสะดุดเป็นหนาม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน
        1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย  ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น  ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
        2.การรบกวนผิวมากๆ เช่น  การเช็ดถูหน้าแรงๆ การขัดหรือนวดหน้า  ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน  ทำให้รูขุมขน  หรือ รากขนนั้นแตก ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้
การรักษาสิวเสี้ยน
       1.การทายารักษาสิวเสี้ยน
        1.1)  ใช้กรดวิตามินเอ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยละลายการอุดตัดของต่อมไขมัน  ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน  จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่     และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย  ข้อควรระวังคือ กรดวิตามินเอ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ง่าย  อาจทำให้ผิวแห้ง  แสบและลอก  และหน้าแดงได้  จึงควรทากรดวิตามินเอ  เฉพาะบริเวณจมูก
หน้าผาก  หรือคางที่มีสิวเสี้ยน  วันละครั้งก่อนนอน    หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา  รอบจมูก  หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น  ส่วนใหญ่ควรทากรดวิตามินเอา อย่างน้อย  2-4 สัปดาห์ก่อน  ถ้าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจกดออก โดยมากมักจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง  เมื่อใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน  บางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาได้  และควรใช้ครีมกันแดดทาทั่วหน้าในตอนเช้า เพราะการทากรดวิตามินเอนั้น อาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ  หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้
       2. การใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน  โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น  แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง  แล้วค่อยดึงออก  หรือ ใช้สาร cyanoacrylate polymer  glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น  คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง  ทาบนแผ่นสไลด แล้วนำไปวางบริเวณที่มีสิวเสี้ยน  แล้วดึงออก  สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา วิธีนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก  ราคาไม่แพง  พอทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้บ้าง  แต่มักกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด  และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่  แต่ควรระมัดระวัง  เพราะสารเคมีที่ใช้  อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ และไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ  1 ครั้ง
3. ใช้เครื่องมือกดสิว ( comedone extractor ) กดตามบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนดำ  ถ้าเป็นสิวหัวดำก็จะมีก้อนไขมันสีดำกลมๆ เล็กๆ ผุดออกมา  ถ้าเป็นสิวเสี้ยนชนิดเส้นขนอุดตันก็จะได้กระจุกของเส้นขนอุดต้น แต่วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง  เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้ และหากกดไม่ถูกวิธี  สิวอุดตันอาจจะแตกออกจากท่อรูขุมขนโดยยังฝั่งอยู่ใต้ผิวหนัง  ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้
4. การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ ( Chemical Peeling ) เป็นกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการลอกหลุดของเซลล์ผิวหน้า  รวมทั้งไขมันที่อุดตัน  ด้วยกรดผลไม้ ( Alpha Hydroxy Acid : AHA ) หรือ trichloracetlic acid (TCA) ทำให้สิวเสี้ยนง่ายต่อการกดออก  อย่างไรก็ตามการลอกผิวหน้าหรือ การกดออกมักได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ  อาจต้องทายาร่วมด้วยเพื่อปกป้องการกลับเป็นซ้ำ
5. มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว  เป็นวิธีที่เก่าแก่  แต่ช่วยให้สิวเสี้ยนลอกตัวออกมาได้บ้าง  โดยทาไข่ขาว บางๆที่จมูกหรือข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชั้นเดียว หรือกระดาษชำระคลี่ให้บาง แปะทับลงไป ปล่อยให้แห้ง  แล้วจึงดึงออก จะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมาด้วย

การป้องกันการเกิดสิวเสี้ยน
           การรักษาควรควบคู่กับการป้องกัน  เพราะรูขุมขนที่กว้างนั้น ง่ายต่อการเกิดการหมักหมม  ของสิ่งสกปรก และจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงควรหลีกเหลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้รูขุมขนกว้าง  และการรบกวนรูขุมขน เช่น  การนวดหน้า  การขัดหน้า  การเช็ดถูกหน้าแรงๆ วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ใช้ยาทาป้องกัน สิวเสี้ยนพวกกรดวิตามินเอ หนังจากล้างหน้าแล้วควรใช้โทนเนอร์ที่ไม่ผสมน้ำมัน เช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก และอาจลอกหน้าด้วยกรดผลไม้  เพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือ ทุก 2 สัปดาห์ ไม่ควรบีบ หรือ กดสิวเอง เพราะอาจทำให้เกิดสิวอักเสบ และการติดเชื้อลุกลามได้
           คนผิวมัน  มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย  เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดโต และมีปริมาณน้ำมัน ออกมาฉาบผิวค่อนข้างมาก จึงเกิดการอุดตัน ปิดปากรูขุมขนได้ง่าย การลดความมันของใบหน้า จึงช่วยป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้

 วิธีลดความมันของผิวหน้า และ ลดการอุดตันของรูขุมขน
            1. เลือกใช้เครื่องสำอางที่ช่วยดูดซับความมันของผิว  และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อเบา ชนิดโลชั่นจะดีกว่าชนิดครีม  และ ใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะช่วยลดการอุดตันบริเวณรูขุมขน
            2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ซึ่งช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ตกค้างออก  และลดการเกิดสิวเสี้ยนได้
            3. เครื่องสำอางหลายชนิด มีส่วนผสมของกรดวิตามินเอ  ซึ่งนอกจากจะช่วยต่อต้านริ้วรอยแล้ว ยังช่วยเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วย  แต่ข้อเสีย คือ อาจเกิดการแพ้ได้ง่าย จึงอาจเลือกใช้วันเว้นวัน และควรทาตอนผิวแห้งสนิท เนื่องจากปฏิกริยาระหว่างกรดวิตามินเอกับน้ำ อาจทำให้ผิวลอกตัวมากขึ้น และควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ไม่มีไขมัน ( Oil free ) เป็นส่วนประกอบ
           4. การซับหน้าในระหว่างวัน  โดยใช้กระดาษซับหน้า กดซับความมันที่ผิวออก เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความมันของผิวได้เช่นกัน
           5. การอบไอน้ำกับผิว ช่วยทำความสะอาดผิวหน้า  ลดสิ่งสกปรกที่คั่งค้างบนผิวได้ดี เหมาะสำหรับคนผิวมัน  ควรทำสัปดาห์ละครั้ง
           6. การล้างหน้า  ควรล้างด้วยสบู่อ่อน (ที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้ว่าไม่ก่อให้เกิดสิว) ที่เหมาะสำหรับผิว  และน้ำสะอาด  วันละไม่เกิน  2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้านานๆ หรือ ถูแรงๆ การใช้สบู่มากเกิดไปอาจทำให้เกิดสิวได้
          7. ควรรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน รับประมาณไขมันให้น้อยที่สุด รับประทานผักสด ผลไม้มากๆ ดื่มน้ำสะอาดวันละ  6-8 แก้ว